ใต้ร่มโพธิ์บารมีหลวงพ่อรอด
จากคืนใต้ทางด่วน สู่โอกาสแห่งชีวิตใหม่เตรียมเดินบนเส้นทางบวชเรียน “สามเณรกอบัว”
อีกหนึ่งเรื่องราวของการ “เปิดวัดเพื่อเปิดโอกาส” เกิดขึ้นวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๙ ณ วัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เมื่อเด็กชายพี่น้อง ๒ คน อายุประมาณ ๑๓–๑๔ ปี ซึ่งกำลังเผชิญความยากลำบากในชีวิต ได้รับโอกาสให้เข้ามาอาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางการบวชเรียนและการศึกษาในฐานะ “สามเณรกอบัววัดสารอด”

ก่อนหน้านี้ เด็กทั้งสองต้องเผชิญภาวะขาดที่พักอาศัยที่มั่นคง และใช้ชีวิตพักอาศัยบริเวณใต้ทางด่วนอยู่หลายวัน ท่ามกลางข้อจำกัดทางครอบครัว โดยมารดาไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลบุตรได้ในช่วงเวลาดังกล่าว กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ พบเห็นและติดตามสภาพความเป็นอยู่ จึงได้เข้าช่วยเหลือและประสานแนวทางที่จะทำให้เด็กทั้งสองได้รับทั้งความปลอดภัย ที่พักอาศัย และโอกาสในการศึกษาในระยะยาว

ท่ามกลางทางเลือกในการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย “หมวดน้อย” แห่ง สน.ราษฎร์บูรณะ และคุณหนา ประธานชุมชนรวมน้ำใจ มองเห็นอีกโอกาสหนึ่งสำหรับชีวิตของเด็กทั้งสอง คือการประสานมายัง วัดสารอด ซึ่งเป็นวัดที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุและสามเณร มีทั้งระบบการดูแล ครูพระพี่เลี้ยง และ สำนักเรียนวัดสารอด เป็นพื้นที่รองรับการศึกษาและการบ่มเพาะชีวิต จึงเกิดความหวังว่า หากเด็กทั้งสองได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบการบวชเรียน อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชีวิตได้ตั้งหลักใหม่ พร้อมได้รับการขัดเกลาทั้งความประพฤติ จิตใจ และสติปัญญา

เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้รับการประสานมายังวัด พระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด จึงได้เมตตารับเด็กทั้งสองไว้ในความดูแล โดยมิได้มองเพียงสภาพความยากลำบากที่ผ่านมา แต่มองเห็นว่าเด็กทุกคนยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ หากได้รับ “โอกาสที่ถูกต้อง พร้อมการดูแลที่เหมาะสม”

ช่วงแรกของการเข้ามาอยู่วัดจึงยังมิได้เร่งเข้าสู่การบรรพชาในทันที แต่จัดให้เด็กทั้งสองเข้าสู่ ช่วงปรับตัวก่อนบรรพชา ด้วยการนุ่งขาว ถือศีล ๘ เรียนรู้วิถีชีวิตภายในวัด ฝึกการกราบไหว้ การสำรวม การทำกิจวัตร การอยู่ร่วมกับพระภิกษุ–สามเณร และเริ่มฝึกท่องคำขอบรรพชา เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจสำหรับการเข้าสู่สถานภาพสามเณรอย่างเข้าใจและมีความพร้อม

ภาพที่เด็กชายทั้งสองนั่งคุกเข่าประนมมือต่อหน้าพระอาจารย์ภายใต้ร่มเงาต้นพระศรีมหาโพธิ์ของวัดสารอด จึงมิใช่เพียงภาพของการท่องคำขอบรรพชา หากเป็นภาพของ “การเริ่มต้นชีวิตใหม่” จากเด็กที่ครั้งหนึ่งยังไม่รู้ว่าคืนต่อไปจะพักอยู่ที่ใด วันนี้กำลังเริ่มเรียนรู้ว่า ชีวิตของตนเองสามารถมีเป้าหมาย มีครู มีการศึกษา และมีอนาคตที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นได้
สิ่งที่วัดสารอดกำลังดำเนินการจึงมิใช่เพียง “รับเด็กมาพักอยู่ในวัด” แต่พยายามเปลี่ยนการให้ที่พักชั่วคราวให้กลายเป็น โอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาชีวิตในระยะยาว เพราะการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง หากหยุดอยู่เพียงอาหารหนึ่งมื้อหรือที่นอนหนึ่งคืน ย่อมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงช่วงเวลา แต่หากสามารถสร้างวินัย ให้การศึกษา มีครูดูแล และเปิดพื้นที่ให้เขาค้นพบคุณค่าของตนเอง โอกาสนั้นอาจเปลี่ยนทิศทางของชีวิตได้

ภายใต้แนวทาง “สามเณรกอบัว” วัดสารอดให้ความสำคัญกับการค่อย ๆ บ่มเพาะเด็กและเยาวชนด้วยกิจวัตรประจำวัน โดยมิได้คาดหวังให้ผู้มาใหม่สามารถปรับตัวได้สมบูรณ์ตั้งแต่วันแรก แต่เน้นการเรียนรู้ทีละขั้น ตั้งแต่การดูแลตนเอง ความตรงต่อเวลา ความสะอาด การสำรวม การศึกษา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการมีพระอาจารย์และครูพระพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
สำหรับเด็กชายพี่น้องทั้งสองนี้ ระยะเวลาหลังจากนี้จึงเป็นช่วงสำคัญของการปรับตัว ก่อนจะก้าวเข้าสู่การบรรพชาเป็นสามเณรอย่างสมบูรณ์ หากสามารถท่องคำขอบรรพชา เรียนรู้กิจวัตร และมีความพร้อมตามสมควรแล้ว วัดจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เด็กทั้งสองได้เข้าสู่ชีวิตแห่งการบวชเรียน และได้รับโอกาสทางการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมต่อไป
เรื่องราวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของ ความร่วมมือระหว่างวัด ตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน และผู้มีจิตเมตตา เพราะเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบากอาจไม่ได้ต้องการเพียงบุคคลหนึ่งคนที่มาช่วย แต่ต้องการ “ระบบของคนหลายฝ่าย” ที่ช่วยกันมองเห็นปัญหา ประสานส่งต่อ และเปิดประตูไปสู่ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าเดิม
สำหรับวัดสารอด การรับเด็กทั้งสองเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มพระศาสนา จึงสะท้อนหลักสำคัญประการหนึ่งของการสร้างศาสนทายาทว่า
“เราไม่ได้มองเพียงว่าเด็กวันนี้เป็นอย่างไร
แต่ต้องมองว่า หากเขาได้รับโอกาส ได้รับการศึกษา
และได้รับการบ่มเพาะอย่างถูกต้อง
วันหนึ่งเขาจะสามารถเติบโตเป็นใครได้บ้าง”
จากเด็กชายสองพี่น้องที่ชีวิตเคยอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน วันนี้ได้เริ่มต้นอีกบทหนึ่งของชีวิต ใต้ร่มใบโพธิ์ ณ วัดสารอด มีพระอาจารย์คอยประคับประคอง มีสถานที่พัก มีระบบการศึกษา และมีเส้นทางของพระธรรมวินัยเป็นเครื่องนำทาง
อาจยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าอนาคตของเด็กทั้งสองจะเดินไปถึงจุดใด แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ คือ เขาไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนั้นเพียงลำพังอีกต่อไป
จาก “เด็กที่รอรับความช่วยเหลือ” กำลังค่อย ๆ ก้าวสู่ “ผู้เรียนรู้และพัฒนาตน” และหากได้รับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งเด็กทั้งสองอาจเติบโตจาก ผู้ได้รับโอกาส กลายเป็น ผู้สร้างโอกาสและส่งต่อความเมตตาแก่ผู้อื่น นี่คืออีกความหมายหนึ่งของคำว่า “ศาสนทายาท” ที่วัดสารอดกำลังพยายามสร้างให้เกิดขึ้นจริงผ่านชีวิตของเด็กแต่ละคน
“เปิดวัดเพื่อเปิดโอกาส
ให้การบวชเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้
ให้การศึกษาเป็นหนทางตั้งต้นชีวิตใหม่
และให้เมตตาธรรมเป็นมือที่ประคับประคอง
จนต้นกล้าเล็ก ๆ เติบโตขึ้นด้วยตนเอง”



ใส่ความเห็น