วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ วิหารหลวงพ่อรอด วัดสารอด
วันนี้อาตมาได้ทำหน้าที่ พระอุปัชฌาย์ ให้การบรรพชาสามเณรหน้าไฟ จำนวน ๒ รูป เพื่อให้ผู้บรรพชาได้ทำหน้าที่ของลูกหลาน แสดงความกตัญญูกตเวทีและอุทิศบุญกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับอันเป็นที่รักและเคารพของครอบครัว
แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของครอบครัว ความกตัญญูของลูกหลาน และสายสัมพันธ์ระหว่าง “บ้านกับวัด” ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง
นับตั้งแต่อาตมาได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ พระอุปัชฌาย์ จึงนับเป็นอีกบทบาทสำคัญของการทำหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสารอด โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้ปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างเต็มตัว ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์สำคัญนักต่อชาวชุมชน
ยิ่งทำหน้าที่ ก็ยิ่งรู้สึกว่า การที่เจ้าอาวาสของวัดในพื้นที่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ มีความสำคัญต่อชุมชนอย่างยิ่ง
เมื่อสิ่งที่วัดควรมอบให้แก่ญาติโยม มิใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธี แต่คือ ความสะดวก ความอบอุ่น และที่พึ่งทางใจ
อาตมาจึงมองว่าหน้าที่พระอุปัชฌาย์ของเจ้าอาวาสมิได้แยกออกจากหน้าที่ดูแลชุมชน ตรงกันข้าม กลับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้วัดได้เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตผู้คน
สิ่งหนึ่งที่อาตมาสังเกตเห็นจากการพูดคุยกับญาติของผู้มาบรรพชาในแต่ละครั้ง คือ หลายครอบครัวมิใช่คนแปลกหน้าของวัดสารอดเลย
เมื่อสนทนากันไปจึงได้รู้ว่า
“นี่คือลูกหลานชาววัดสารอด”
บางครอบครัวเป็นตระกูลเก่าแก่ในพื้นที่ บรรพบุรุษเคยเข้าวัด ทำบุญ อุปถัมภ์พระสงฆ์ ช่วยงานวัด และมีส่วนร่วมในการสร้างและทำนุบำรุงวัดสารอดมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นเก่าหลายคนล่วงลับไปแล้ว แต่วันนี้ลูกหลานของท่านเหล่านั้นยังเดินกลับเข้ามาในวัดเดิม มาทำบุญในวิหารหลวงพ่อรอด มาจัดงานให้แก่บรรพบุรุษ และพาลูกหลานมาขอบรรพชาเพื่อทดแทนพระคุณ
ภาพเช่นนี้ทำให้อาตมารู้สึกว่า วัดสารอดมิได้มีชีวิตอยู่เพราะอาคาร ศาลา วิหาร หรือถาวรวัตถุเท่านั้น แต่วัดมีชีวิตอยู่ได้เพราะ “ความทรงจำร่วมของผู้คน”
คนรุ่นตายายเคยช่วยกันสร้างวัด
คนรุ่นพ่อแม่ยังเข้ามาทำบุญที่วัด
และวันนี้คนรุ่นลูกหลานก็ยังกลับมาบวชที่วัดเดิม
นี่คือสายใยที่มองไม่เห็น แต่มีพลังอย่างยิ่งในการรักษาวัดให้อยู่คู่กับชุมชน
อาตมายิ่งเห็นความสำคัญว่า เมื่อชาวบ้านมาบวชกับเจ้าอาวาสวัดของตนเอง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมิได้สิ้นสุดลงเมื่อเสร็จพิธี เพราะในความทรงจำของผู้บวชและครอบครัว จะมีภาพของวัด มีวิหารหลวงพ่อรอด มีพระอุปัชฌาย์ มีญาติพี่น้อง และมีวันสำคัญวันหนึ่งของชีวิตอยู่ร่วมกัน
วันหนึ่งเมื่อสามเณรหน้าไฟในวันนี้เติบโตขึ้น แม้จะลาสิกขาไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่เขาย่อมสามารถย้อนกลับมาบอกลูกหลานได้ว่า
“ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันเคยบวชที่วัดสารอด”
ประโยคสั้น ๆ เช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนอีกรุ่นหนึ่งรู้จักวัด รักวัด และกลับมาดูแลวัดต่อไป
— พระครูสังฆกิจดิลก, ดร.
เจ้าอาวาสวัดสารอด
๑๓ กันยายน ๒๕๖๙


ใส่ความเห็น